6/21/21

ข้อดีของความขี้เกียจ

 

                                              The Bullet Journal Method: วิถีบันทึกแบบบูโจ

     คนขี้เกียจก็มักจะหาความสบายโดยการมักจะทำอะไรง่ายๆอยู่เสมอ ดังนั้น มันจึงเป็นข้อดีถ้าจะมอบหมายเรื่องยากๆ งานยากๆ ส่งมาให้คนขี้เกียจทำเถอะเขาจะหาวิธีทำให้มันง่ายได้เอง แต่จะดีกว่าไหม ถ้าลองใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับความขี้เกียจของคุณโดย


ข้อ 1  ก็แค่เรารู้ว่าสิ่งที่เราต้องทำ คืออะไร ถ้าเราทำงานสำเร็จชีวิตเราจะดีขึ้นได้อย่างไร

ข้อ 2 จัดตารางชีวิตใหม่ อะไรที่สำคัญที่สุด เราต้องจัดการมันให้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา และ            ตรวจดูว่าในระหว่างวัน เราได้ทำมันบ้างแล้วหรือยัง


ข้อ 3 ปรับสภาพแวดล้อมให้ง่ายต่อการทำสิ่งนั้น เช่ นจัดวางสิ่งของที่ต้องทำต้องใช้ให้อยู่ใกล้มือมากที่สุด  ส่วนสิ่งของที่ไม่ใช้  หรือจะทำให้เราต้องเสียเวลา เสียสมาธิ  ก็เอาเก็บใส่ตู้ไว้ก่อน


ข้อ 4  คิดถึงผลเสียถ้าเราไม่ทำมัน ลองคิดดูว่าในอีก 1 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งนี้ ชีวิตเราจะเป็นยังไง ยังย่ำอยู่กับที่ไหม ถ้าใช่ มันจะผลักดันให้เราลุกขึ้นมาทำเองนั่นแหละ


ข้อ 5  คิดถึงความสุขความสำเร็จในวันหน้า สร้างความฝันนั้นขึ้นมา ว่าถ้าเราทำตามเป้าหมายทีละวันๆ ผ่านไป 1 เดือน  1 ปี หรือ 10 ปี เราจะมีอะไรมากขึ้น เช่น มีเงินใช้ ให้พ่อแม่ ซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ ซื้อรถใหม่ ได้ทำงานที่มีความสุข และที่สำคัญ มีอิสรภาพนั่นเอง ใครล่ะจะไม่ต้องการมันใช่ไหม


      แต่ถ้าจะให้ดี ลองหาสมุดวาดความฝันออกมาจากความคิดให้เป็นภาพมาใช้กันดูนะคะ จะได้เห็นภาพของความฝันนั้น และสามารถเปิดดู Update ความฝันกันได้ตลอดเวลาค่ะ The Bullet Journal Method: วิถีบันทึกแบบบูโจ


3/19/19

ศิลปะการว่างงาน อยู่เฉยแบบมีสาระ

   

การอยู่เฉยๆ ทำตัวนิ่ง แบบคนว่างงานนั้น มีประโยชน์อยู่มากมายอะไรบ้าง
มาดูกันเลย    
                        ได้คุณภาพของงานที่ดีขึ้น
เมื่อเราทุ่มเทให้กับงานที่อยู่ตรงหน้าเป็น เวลานานๆรู้ไหมว่า ยิ่งทำให้คุณภาพของงานลดลง
เสียอีก ประสิทธิภาพการแก้ปัญหา ด้อยลง เกิดจากการที่สมองล้านั่นเอง เพราะฉะนั้นการเบรค
จะทำให้เกิดสมาธิ และแก้ปัญหาได้ดีขึ้น 

                        กลับมามีสมาธิมากขึ้น
การถูกรบกวนหรือขึ้นจังหวะจากโซเชียลมีเดียที่เด้งขึ้นมาแทบจะตลอดเวลานั้น ทำให้เราหลุดโฟกัส
กันง่ายๆ แถมยังทำให้คนเราเกิดสมาธิสั้นกันไปอีก วิธีแก้คือเราควรพักเบรคกันสักนิด เพื่อทบทวน
หรือปรับโฟกัสของเรากันเป็นระยะ

                        คิดถึงเป้าหมายที่เคยลืมไป
บางทีการทำงานติดต่อกันนานๆอาจทำให้เราหลงลืมเป้าหมายใหญ่ของเราไปก็เป็นได้ ลองถอยมามอง
อย่างคนว่างๆ ถอยมาดูภาพรวมห่างๆ ว่าเราหลุดโฟกัสไปหรือเปล่า เดินผิดทางมั้ย คราวนี้อาจได้แผน
การดีๆ สำหรับเป้าหมายของเราก็เป็นได้

                        แก้ปัญหายากๆได้ดีขึ้น
คิดยังไงก็ไม่มีทางออก หยุดคิด ทำสมองให้ว่างชั่วคราวแล้วออกไปเดินดูผู้คน ต้นไม้ใบหญ้า นั่งร้านกาแฟ เดินวนในร้านหนังสือ รวมถึงเข้าวัดนั่งริมน้ำ ฟังเสียงระฆัง ไม่แน่นะจู่ๆการที่เราปล่อยสมองให้
เป็นอิสระ สมองถูกปลดปล่อยจากการบล็อค สมองอาจทำงานได้ดีขึ่นโดยการปะต่อข้อมูลที่แฝงตัว
อยู่ลึกๆโผล่ขึ้นมาให้เราได้นำไปใช้ได้

4/19/11

การทนต่อความลำบาก


การทนต่อความลำบาก
                
      โดย....สุชีพ   ปุญญานุภาพ
                                
   “บางคนเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาสอนให้อ่อนแอเกียจคร้าน
    แต่เรื่องนี้กลับแสดงให้เห็นว่า  พระพุทธศาสนาสอนให้
    เข้มแข็งอดทนไม่เป็นคนอ่อนแอ
            ถ้าปฏิบัติตามได้จะเกิด
            ประโยชน์อย่างไร?
            มีพระพุทธภาษิตบทหนึ่งแปลเป็นไทยว่า  “ผู้ใดในยามลำบาก  อดทนต่อความลำบากได้ ไม่หลีกเลี่ยงความลำบาก  ผู้นั้นเป็นคนมีปัญญา ย่อมได้รับความสุขอันเกิดแต่การประกอบ  ซึ่งเป็นที่สุดแห่งความลำบาก”  ดังนี้

            ใจความในพระพุทธภาษิตนี้  แบ่งออกเป็น ส่วนเหตุ กับ  ส่วนผล   ข้อที่สอนให้รู้จักอดทนต่อความลำบาก และรู้จักแก้ไขฝ่าฟันความลำบากนั้น  ๆ  ไม่หลีกเลี่ยง  จัดเป็นส่วนเหตุ  ข้อที่แสดงว่าเมื่อทำได้เช่นนั้นแล้ว  ย่อมได้รับความสุขอันเป็นที่สุดแห่งความลำบาก  จัดเป็นส่วนผล
      
            มีคนเป็นอันมาก  อยากประสบผลโดยไม่ใส่ใจประกอบเหตุ  เช่นอยากพ้นความลำบากด้วยการบ่น  หรือนั่งนอนคอยให้ความลำบากนั้น  ๆ  หมดไปเองไม่คิดแก้ไขบ้าง หรือบางคนคิดแก้ไข  แต่พอใจจะแก้ด้วยวิธีที่ง่าย  และสะดวกสบายเช่น บนบานอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปัดเป่าให้พ้นความลำบากนั้นเป็นต้นบ้างการไม่คิดแก้ไขเฝ้าแต่บ่นจะให้ความลำบากสิ้นไปเอง หรือการคิดแก้ไข  แต่แก้ไม่ถูกแก่เหตุดังกล่าวมานี้  หาได้สำเร็จประโยชน์ไม่  พระพุทธศาสนาถือเหตุผลเป็นสำคัญเมื่อวางหลักธรรมสำหรับประชุมชนจะฟังทำความเข้าใจ  และปฏิบัติ  จึงสั่งสอนไปในเหตุผลให้บุคคลละทิ้งนิสัยมักง่าย และงมงาย
            ความต้องการให้ความลำบาก หรือสิ่งที่ไม่ประสงค์นั้น ๆ สิ้นไปโดยอยู่เฉย ๆ ไม่แกไข หรือแก้ไขด้วยการอ้อนวอนบ่นว่าเป็นต้น  จัดเข้าในลักษณะงมงายเห็นแก่ง่ายเป็นประมาณ
            ความลำบากนั้น  บางทีถ้ารู้จักแก้ไขก็แก้ได้โดยง่าย  ข้อสำคัญอยู่ที่แก้ให้ถูกเหตุ  คนบางคนไม่เพ่งเล็งเหตุผล  เกรงแต่จะเสียในทางมักง่าย ถ้าต้องการพ้นจากความลำบาก  หรือ ทำความลำบากให้สิ้นไป  ก็ลงมือแก้ไขในทางที่ยากเข้าไว้  เช่นทรมานตน  มีอดอาหาร ย่างตัวเองที่หลุมถ่านเพลิงเป็นต้น ด้วยคิดว่า  เพราะการทำตนให้ลำบากนี้  เทวดาจะประทานพรให้พ้นความลำบากบ้าง  เดชแห่งตบะจะช่วยได้บ้าง  ความสนใจแต่จะแก้ไขในทางที่ยากเข้าไว้โดยไม่พิจารณาแก้ให้ถูกเหตุเช่นนี้ จัดเข้าในลักษณะงมงาย

            ความมักง่าย และงมงายดังกล่าวมานี้  ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้ดำเนินชีวิตในโลก  ทั้งไม่ใช่หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา  จึงควรพิจารณาในลำดับต่อไปว่า  หลักธรรมทางพระพุทธศาสนานั้น วางแนวคิดและแนวปฏิบัติไว้อย่างไร

            พระอัสสชิเถระเจ้าเมื่อแสดงธรรมแก่พระสารีบุตร  ได้ประมวลหัวใจของพุทธศาสนามาแสดงโดยย่อว่า  “ธรรมใดเกิดแต่เหตุ  พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมนั้นกับทั้งความดับแห่งธรรมนั้น”   ซึ่งถอดใจความได้ว่า   พระศาสดาตรัสสอนให้รู้จักเหตุและผล  เมื่อเห็นผลแล้วให้รู้จักค้นหาต้นเหตุ  และถ้าจะแก้ไขมิให้เกิดผลหรือให้ผลทวีขึ้น  จะต้องประกอบเหตุให้ถูกทาง  เหมือนแก้เชือกก็ต้องแก้ให้ถูกปม  ถ้าไปหลงแก้ที่อื่น หรือขมวดให้เกิดปมยิ่งขึ้น  ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ฉะนั้น
            ตามหัวข้อที่ยกขึ้นกล่าวในเบื้องต้นนี้  ท่านแสดงเหตุคือความรู้จักอดทนต่อความลำบาก  และรู้จักแก้ไข  ไม่หลีกเลี่ยงความลำบากนั้นว่า  ทำให้ได้รับผลคือความสุขเกิดแต่การประกอบ  อันเป็นที่สุดแห่งความลำบาก

            เฉพาะคำว่า สุข  อันเป็นผลที่พึงได้จากเหตุข้างต้น  ท่านจำกัดความว่าหมายถึงสุขเกิดแต่การประกอบ  ที่เรียกว่า   โยคสุข  ดังนี้  จึงเป็นอันแน่ใจได้อย่างหนึ่งว่า  ความนั้นบุคคลอาจประกอบกระทำให้เกิดมีขึ้นได้ตามต้องการ  ข้อสำคัญ  อยู่ที่การประกอบเหตุสุขให้ถูกเท่นั้น  เมื่อเทียบดูถึงความสุขที่จะเกิดขึ้นนี้แล้ว  ก็จะเห็นว่าต่างกันมาก  ข้อนี้มีทางเทียบให้เห็นโดยอเนกประการ  เช่น  ถ้ามนุษย์ไม่รู้จักสร้างบ้านเรือน  เครื่องนุ่งห่มขึ้นเลย   คอยแต่จะอาศัยสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมนุษย์ก็ต้องอยู่ตามถ้ำ ตามโคนไม้  และมีใบไม้เป็นเครื่องนุ่งห่ม  ซึ่งในที่สุดถ้ำหรือโคนต้นไม้ก็จะไม่พอให้อาศัย และถึงจะเป็นที่อาศัยได้บ้างก็ไม่สะดวก  หรือผาสุก  เหมือนบ้านเรือนที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ตามความต้องการนั้น  ข้าว  และพืชผลทุกชนิดที่ใช้เป็นเครื่องบริโภค  ถ้ามนุษย์จะรอให้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   โดยไม่มีการเพาะปลูกเก็บเกี่ยวเลย  ก็คงไม่พอที่จะให้มนุษย์บริโภค  และไม่รู้ว่าจะหาของที่เกิดขึ้นเองเหล่านั้นได้ที่ไหนบ้าง  ความรู้  ความฉลาด ถ้าจะรอให้เกิดเองโดยไม่ต้องเล่าเรียนศึกษา ก็คะเนไม่ถูกว่าเมื่อไรจึงจะบังเอิญเกิดขึ้นเองได้  ทรัพย์สินเงินทองที่ชาวโลกพึงแสวงหาเป็นเครื่องเลี้ยงตน  และครอบครัว  ถ้าบุคคลพากันนั่งนอนคอยให้เกิดเองโดยไม่ต้องทำการงาน  หรือประกอบอาชีพอะไร  ก็ยากจะรู้ได้ว่าเมื่อไหร่จะถึงวันดีคืนดี  ซึ่งทรัพย์นั้นจะบังเอิญเกิดขึ้นเองได้  แต่ในขณะที่นั่งนอนคอยให้สิ่งทั้งหลายที่จำเป็นสำหรับชีวิตเกิดขึ้นเองนั้น ความทุกข์ยากภัยพิบัติก็จะเข้ามาประจำแทนที่จนเหลือที่จะเอาตัวรอดได้แล้ว  เพราะฉะนั้น  การหวังพึ่งสิ่งที่ต้องการซึ่งเกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ  หรือโดยธรรมชาตินั้นจึงไม่ดีแน่  เรื่องความสุขก็เช่นเดียวกัน ท่านจำกัดความว่า  โยคสุข  สุขเกิดแต่การประกอบกระทำ ก็เพื่อให้เป็นที่ตระหนักว่า  เมื่อต้องการสุขก็ต้องประกอบเหตุให้ถูก  จะมัวรอให้เกิดเองโดยธรรมชาติ  ก็น่าจะต้องรอเปล่าโดยแท้  ยิ่งในทางธรรมปฏิบัติ  ตามปกติภูมิแห่งจิตใจของคนต่ำอยู่แล้วเพราะเครื่องเหนี่ยวรั้งชักจูงในทางต่ำมีอยู่มาก  ถ้าไม่อบรมจิตใจให้นิยมในความดีให้สูงขึ้นจากพื้นเดิมบ้างเลย  ก็จะเปรียบเหมือนคนจมอยู่ในหลุมโสโครก  ไม่พยุงตนหรือตะเกียกตะกายขึ้นจากหลุมนั้น  มัวรอให้เหตุบังเอิญดลบันดาลให้ขึ้นไปได้เองก็คงรอเปล่า  และต้องจมอยู่อย่างนั้นตลอดไป

            เมื่อได้พิจารณาถึงผล คือความสุขชนิดที่บุคคลอาจควบคุมทำให้เกิดมีขึ้นได้เองฉะนี้แล้ว ก็ควรย้อนไปพิจารณาถึงเหตุที่พึงประกอบต่อไป

            ได้กล่าวแล้วในเบื้องต้นว่า  ท่านที่อดทนต่อความยากลำบาก  ในยามลำบากและความรู้จักแก้ไข ไม่หลีกเลี่ยงความลำบากเป็นธรรมะส่วนเหตุที่เกิดสุขเช่นนั้น
            ข้อที่ท่านสอนให้รู้จักอดทนต่อความลำบากในยามลำบากนี้  ก็ด้วยมุ่งหมายที่จะให้บุคคลเป็นผู้มีน้ำใจเข้มแข็ง  ในการเผชิญความทุกข์ยากลำบากในโลกทั้งนี้เพราะความทุกข์ยากลำบาก และอุปสรรคทั้งหลายเป็นของประจำโลก  ซึ่งผู้เกิดมาทุกคนจะต้องประสบ  แม้ใคร ๆ จะไม่ชอบความทุกข์ยากลำบาก  ความไม่ชอบนั้นจะช่วยให้ความทุกข์ยากลำบาก เกรงกลัวหลบหนีไปก็หาไม่  ทั้งนี้เพราะความทุกข์ยากลำบากนั้น  ย่อมเกิดขึ้นจากเหตุหลายประการ  บางอย่างเกิดขึ้นตามเหตุการณ์ของโลก เช่นทุพภิกขภัย  อุทกภัย  วาตภัย และภัยสงคราม บางอย่างเกิดเพราะการกระทำของตนเอง  เช่นบุคคลบางคนผู้ต้องได้รับโทษเพราะความผิด  บางอย่างเกิดจากการไม่ทำ  เช่นบุคคลบางคนผู้ต้องได้รับความลำบางเพราะเกียจคร้านไม่ทำการงานเลี้ยงชีวิต  บางอย่างเกิดเนื่องจากความเกิดของคน  เช่นโรคภัยไข้เจ็บความแก่เฒ่าทุพพลภาพพิกลพิการ  ความลำบากทุกข์ยากดังกล่าวมานี้  จะเห็นได้ทั่วไป  ทั้งที่บุคคลอื่น และตัวเราเอง  ถ้าบุคคลไม่มีใจเข้มแข็งอดทนก็จะรู้สึกอึดอัดมองดูสิ่งแวดล้อมเต็มไปด้วยความทุกข์ร้อนมีใจห่อเหี่ยวเศร้าสลดไม่เป็นอันประกอบการงาน  ถ้าทนไม่ไหวก็ถึงกับบ่นคร่ำครวญถ้ายิ่งไปกว่านั้นก็จะถึงกับไม่อยากมีชีวิตอยู่เป็นอันว่าความลำบากนั้นเกิดขึ้นชั้นหนึ่งแล้ว  บุคคลยังเที่ยวเก็บมาประมวลสุมไว้ในใจและระทมทุกข์อีกชั้นหนึ่ง  จึงกลายเป็นความทุกข์ยากลำบากถึงสองชั้น  ทางพระพุทธศาสนาสอนให้บุคคลมีความอดทนต่อความลำบากนั้น  ๆ โดยใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผล  เพราะถ้าไม่พิจารณา สักแต่ว่าทนไม่เฉย ๆ ก็ดูไม่มีความหมายอะไร  และทนไม่ได้จริงจัง  สัตว์ต่างๆ เมื่อประสบความทุกข์ยาก  แม้จะไม่สามารถเยี่ยงมนุษย์ก็พยายามตะเกียกตะกายช่วยตัวเอง  เมื่อช่วยตัวเองไม่ได้ก็ต้องทนไปอย่างไม่รู้ว่าจะใช้ปัญญาสอนตนอย่างไร  เพราะมีความเจริญทางจิตใจน้อยกว่ามนุษย์ฉะนั้น  มนุษย์จึงควรอดทนโดยใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล  เพื่อจะได้รู้จักอดทนอย่างมีความหมาย  ในขณะเดียวกัน  ก็จะได้ค้นหาต้นเหตุของความลำบากนั้น ๆ แล้วคิดแก้ไขต่อไปด้วย
            ถ้าบุคคลหัดอบรมใจให้มีความเข้มแข็งอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากด้วยใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผลแล้ว  ก็จะรู้จักพึ่งตัวเอง  ไม่เป็นคนอ่อนแอคอยแต่จะเหลียวหาผู้ช่วยเหลืออยู่รอบด้าน  เมื่อรู้จักพึ่งตัวเองก็จะรู้จักค้นหาต้นเหตุแห่งความลำบาก แล้วแก้ไขให้ถูกทาง  เช่นถ้าประสบความลำบากเพราะไม่ทำมาหาเลี้ยงชีพ  ก็จะได้คิดอ่านแก้ไข  ด้วยการลงมือทำการงานอาชีพอย่างจริงจัง  ถ้าประสบความลำบากเพราะประพฤติชั่ว  ก็จะได้คิดกลับตัวทำความดีต่อไปใหม่  ถ้าประสบความลำบากเพราะขาดแคลน หรือภัยต่าง ๆ ก็จะได้รู้จักประหยัด และคิดทำขึ้นเอง  หรือแก้ไขด้วยอุบายอย่างอื่นเป็นต้น  ก็จะได้ชื่อว่ารู้จักอดทนอย่างมีเหตุผล และหาทางแก้ไขไปในตัวด้วย

            ข้อที่ว่า  “ไม่หลีกเลี่ยงความลำบาก”  มิได้หมายความว่า  ให้ยอมจมอยู่ในความลำบากนั้นโดยไม่คิดแก้ไข  แท้จริงความลำบากบางอย่างต้องแก้ด้วยความลำบากก็มีอย่างที่เรียกหนามยอกต้องใช้หนามบ่ง  เช่นการเล่าเรียนศึกษา ผู้เล่าเรียนจะต้องทนความลำบากเพื่อจะกันและแก้ความลำบาก  อันเกิดจากความโง่เขลา  เป็นเหตุกดตัวเองให้ตกต่ำในการดำรงชีวิต  อนึ่ง  การที่จะแก้ความลำบากเพราะยากจนข้นแค้นเล่าก็จะต้องแก้ด้วยความหมั่นขยันทำการงาน   อันเป็นความลำบากเหมือนกัน  ยิ่งในการประพฤติธรรม ก็จะต้องทนลำบากในการฝึกหัดอบรมกาย วาจา  ใจ  ให้ห่างไกลจากความประพฤติชั่ว   และอาสวกิเลสอันเป็นต้นเหตุแห่งความยากลำบากอย่างใหญ่หลวง  แต่ความลำบากที่ต้องทนไปก่อนเพื่อให้พ้นความลำบาก  และประสบสุขภายหลังนี้  ย่อมเปรียบเหมือนยาขมซึ่งใช้บำบัดโรค  และทำความผาสุกให้เกิดขึ้นแก่ผู้มีโรคที่ทนขมในเวลากินได้   สาธุชนจึงไม่ควรเลี่ยงหนีความลำบากซึ่งจำเป็นต้องอดทนเพื่อใช้แก้ความลำบาก  เหมือนไม่กลัวยาขมซึ่งต้องกินเพื่อแก้โรคฉะนั้นผู้ที่เลี่ยงหนีความลำบากในการเล่าเรียนศึกษา  การประกอบอาชีพ  หรือการประพฤติธรรมนั้น  มีแต่จะตกต่ำเสื่อมทราม หาความเจริญมิได้  ชื่อว่าทอดตนให้ต้องจมอยู่ในความทุกข์ยากลำบาก  อันจะเกิดแต่ความยากจน  และความชั่วเป็นต้น ตลอดไป  แต่ถ้าผู้ใดอดทนต่อความลำบากที่เกิดขึ้นเพราะเหตุต่างๆ แล้วคิดแก้ไขแม้จะต้องใช้ความลำบากแก้ความลำบากบ้าง ก็ไม่เลี่ยงหนีเช่นนี้  ย่อมจะได้รับความสุขเกิดแต่การประกอบ  ซึ่งเป็นที่สุดแห่งความลำบาก ชื่อว่าทำชีวิตของตนให้มีประโยชน์  ไม่เป็นคนมักง่าย  และงมงาย  สามารถใช้พิจารณาเหตุผลแล้วช่วยเหลือตนเองให้พ้นความลำบากนั้นๆได้ ตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา  จัดเป็นกัลยาณชนผู้ควรเป็นเนติแบบแผนที่ท่านทั้งหลายจะพึงเจริญรอยตาม  เพื่อให้ได้รับความสุขสวัสดีสิ้นกาลนาน


จากหนังสือ      อริยธรรม ๑๐
                        กลุ่มศรัทธาธรรม (เชียงใหม่)
พิมพ์                สุวิภา  กลิ่นสุวรรณ์
จาก www.kanlayanatam.com มีหนังสือธรรมมะให้อ่านเยอะเลยค่ะ

1/13/11

เทคนิคการสร้างพลังภายในเพื่อความสำเร็จ



ณรงค์วิทย์ แสนทอง
วิทยากร ที่ปรึกษาและนักเขียนอิสระ
www.peoplevalue.co.th
คนเราเกิดมาพร้อมกับความฝัน เช่น ฝันอยากเป็นโน่น อยากทำนั่น อยากได้นี่ อยากอยู่ที่นี่ อยากไปที่นั่น และมีคนจำนวนไม่น้อยที่แปลงความฝันเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ เช่น อยากเป็นผู้จัดการภายใน 5 ปี อยากเก็บเงินให้ได้หนึ่งแสนบาทภายในสองปี อยากเรียนต่อปริญญาโทหลังจากทำงานแล้วสองปี อยาก......ฯลฯ
 
แต่…ความฝันมักจะกลายเป็นฝันค้าง ฝันสลาย เป้าหมายก็จะกลายเป็น เป้านิ่ง เป้าหนัก หรือบางครั้งก็กลายเป็นเป้าเน่าไปเลยเพราะเก็บไว้นานเกินไปเป้าหมายในชีวิตนั้นหมดอายุ เช่น ฝันอยากเป็นดาราตั้งแต่หน้าตายังเอาะๆตอนนี้หน้าเหี่ยวแล้วก็ยังไม่ได้เป็นเลย ฝันอยากจะเรียนต่อจนต่อนี้ลูกเรียนจบไปแล้วตัวเองยังไม่ทำอะไรเลย
 
สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเดินไปไม่ถึงฝัน เดินไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง       ก็เพราะ “ขาดพลังภายใน(หมายถึงแรงจูงใจ แรงฮึด ความมุ่งมั่น ความปรารถนา)” คือไม่มีแรงจูงใจมากพอ บางคนมีแรงจูงใจแต่ไม่ต่อเนื่อง บางคนมีแรงจูงใจแต่มีน้อยกว่าปัญหาอุปสรรคเลยทำให้ท้อแท้ และพลังภายในมีข้อเสียตรงที่ไปซื้อหาที่ไหนไม่ได้ต้องสร้างขึ้นมาเองจากข้างใน ไปหยิบยืมใครมาก็ไม่ได้ ที่สำคัญพลังภายในหมดไวเพราะรั่วไหลได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาชีวิตเราท้อ พลังภายในแทบจะหมดเกลี้ยง สังเกตได้จากช่วงจังหวะที่ชีวิตที่เราย่ำแย่ เราจะรู้สึกเหนื่อยมากและเหนื่อยเร็วกว่าปกติทั้งๆที่เราไม่ได้ออกแรงทำอะไรเลย
 
ดังนั้น จึงอยากจะแนะนำตัวอย่างแนวทางการสร้างพลังภายในให้กับตัวเอง เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนชีวิตของเราไปสู่ความฝันที่เป็นจริง ไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จที่เรากำหนดไว้ เช่น
 
สร้างพลังภายในจากความกลัว
บางครั้งเราจำเป็นต้องหลอกตัวเองให้รู้สึกกลัวอนาคตบ้าง ถ้าเรารู้สึกกลัวว่าอนาคตเราจะสูญเสียบางสิ่งบางอย่างในชีวิตไป จะช่วยให้เรามีพลังภายในเพื่อป้องกันการสูญเสียในปัจจุบันได้ เหมือนกับคนที่ถูกหมอดูทำนายทายทักว่าจะมีเคราะห์ทั้งๆที่จะจริงหรือไม่ก็ไม่มีใครรู้ คนๆนั้นก็มักจะเกิดความกังวลหรือกลัว บอกให้ทำอะไรเพื่อป้องกันหรือลดเคราะห์กรรมที่จะมาถึง ก็ทำตามได้โดยไม่มีข้ออ้างใดๆทั้งๆที่เรื่องบางเรื่องต้องลงทุนต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำไมทำได้ ก็เพราะ...ความกลัวเปลี่ยนเป็นพลังภายในนั่นเอง
 
ลองถามตัวเราเองดูว่าในชีวิตที่ผ่านมาเราเคยรู้สึกมีพลังภายในเพราะความกลัวบ้างหรือไม่ถ้าเคยก็ลองนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นดูว่าเกิดอะไรขึ้น พลังภายในเราเพิ่มขึ้นได้อย่างไร เช่น บางคนที่ต้องสูญเสียคนที่รักหรือเสาหลักของครอบครัวไป ไม่มีใครให้เป็นที่พึ่งมีภาระที่ต้องดูแลคนรอบข้างอีกหลายชีวิต ตัวเองคือคนที่อยู่ในสถานะที่ต้องดูแลคนอื่นชีวิตตอนนั้นจึงต้องสู้เพราะไม่มีทางเลือกอื่น ลองนึกดูว่าพลังภายในตอนนั้นมาจากไหน มาจากภาพของคนที่เราต้องดูแลฝังอยู่ในหัว ประทับอยู่ในใจตลอดเวลาใช่หรือไม่
 
และให้ถามว่าวันนี้เราจะรอให้สูญเสียก่อนแล้วค่อยสร้างพลังภายใน หรือเราจะสร้างพลังภายในจากความกลัวในอนาคตดีกว่าหรือไม่?
 
สร้างพลังภายในจากความอยาก
จริงๆแล้วทุกคนมีความอยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เราต้องเปลี่ยนความอยากนั้นๆให้เป็นพลังภายใน เหมือนการเปลี่ยนอาหารที่กินให้เป็นพลังงาน สาเหตุที่คนยังไม่สามารถเปลี่ยนความอยากให้เป็นพลังได้ก็เพราะ “อยากหลายเรื่องเกินไป” ทำให้แรงฮึดน้อย มีอาการเบื่อๆอยากๆ ไม่ใช่ความปรารถนาที่แท้จริง รู้สึกอยากเพราะสิ่งกระตุ้นภายนอก ไม่ว่าจากคนรอบข้าง จากการบริโภคสื่อ หรือกระแสสังคม
 
ดังนั้น ถ้าต้องการสร้างพลังภายในจากความอยาก ขอแนะนำให้สะสมความอยากให้มากๆ โดยการเพิ่มระดับของเป้าหมายที่ต้องการ เช่น ถ้าต้องการเก็บเงินเพื่อไว้ใช้ยามจำเป็น เราอาจจะมีแรงฮึดน้อย ก็ให้เปลี่ยนเป้าหมายให้ท้าทายมากขึ้น เช่น เก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน เก็บเงินเพื่อท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือเก็บเงินเพื่อส่งลูกเรียนให้จบด๊อกเตอร์ เพราะเป้าหมายที่ท้าทายมักจะมีความหมายต่อความอยาก และระดับความอยากก็จะมีผลโดยตรงต่อพลังภายในที่เกิดขึ้น ถ้าความอยากของเราคนเดียวไม่มีพลังมากพอที่จะทำให้เราเกิดแรงฮึด ก็อาจจะต้องเอาไปบวกกับความคาดหวังของคนอื่นเข้ามาอีกแรงหนึ่งด้วยโดยการไปสร้างพันธะสัญญากับคนรอบข้างว่าเราจะทำโน่นทำนี่ ทั้งนี้ เพื่อให้คนรอบข้างช่วยเสริมแรงบวกทางใจให้เราอีกทางหนึ่งด้วย
 
สร้างพลังภายในจากความสำเร็จของผู้อื่น
ถ้าเราเป็นไข้หวัดธรรมดาร่างกายเราอาจจะมีภูมิคุ้มกันได้ เป็นก็หายเองได้ แต่ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่เราจำเป็นต้องพึ่งยาจากหมอจึงจะหาย เช่นเดียวกันกับการสร้างพลังภายในให้กับตัวเอง บางครั้งเชื้อเพลิงที่จะนำมาสร้างพลังภายในมีน้อยหรือหมด เราสามารถไปหยิบยืมเอาความสำเร็จของผู้อื่นมาเป็นเชื้อเพลิงทางใจได้ เพราะความสำเร็จของเรามักจะมีพลังต่อจิตใจของเรา โดยเฉพาะความสำเร็จของคนที่ตรงกับเป้าหมายชีวิตของเรามักจะมีพลังมากกว่าความสำเร็จในเรื่องอื่น ยิ่งเราได้มีโอกาสได้เข้าไปใกล้ชิดหรือได้ฟัง ได้เห็น ได้ยินคนที่ประสบความสำเร็จถ่ายทอดมาโดยตรง ยิ่งทำให้เกิดพลังมากกว่าการอ่านหรือฟังจากสื่อต่างๆ เพราะในขณะที่ผู้ที่ประสบความสำเร็จถ่ายทอดแนวคิดหรือประสบการณ์ออกมานั้น เขาได้ส่งพลังภายในของเขาออกมาให้เราสัมผัสได้ด้วยสีหน้า แววตา และท่าทาที่ทรงพลังยิ่งกว่าการอ่านหนังสือเสียอีก
 
ใช้พลังงานภายในให้คุ้มค่าในช่วงเวลาที่ Peak
พลังภายในเราไม่แตกต่างอะไรจากไฟในแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือที่มีเต็มหลังจากชาร์ต เมื่อใช้ไปนานๆแบตลดลงๆจนเหลือน้อยหรือหมดเกลี้ยง สิ่งที่น่าเสียดายคือบางช่วงเรามีพลังภายในเยอะมาก แต่เราไม่ได้ใช้ให้คุ้มค่า ปล่อยให้พลังภายในหมดไปตามกาลเวลา ช่วงเวลาที่เราประสบความสำเร็จในชีวิตบางอย่างเป็นช่วงที่เรามีพลังภายในสูงมาก เราน่าจะนำเอาพลังงานส่วนเกินนั้นไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับชีวิตให้มากที่สุด เช่น เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งใหม่ๆ เราควรจะรีบลงมือทำโน่นทำนี่ คิดนั่นคิดนี่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อยากอ่านหนังสือให้รีบอ่าน อยากปรับปรุงตัวเองให้รีบทำ อยากคิดโครงการให้รีบคิดรีบเขียน ช่วงเวลานี้ร่างกายและจิตใจของเรามีความอดทนสูงมาก จะทำงานดึกจะมาทำงานแต่เช้าก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะพลังภายในมากพอที่จะจัดการกับข้ออ้าง จัดการกับปัญหาอุปสรรคทั้งหลายได้
 
ประหยัดการใช้พลังภายในในยามที่ชีวิตมีปัญหา
ถ้ามีเงินไม่มากอย่าพยายามซื้อโน่นซื้อนี่ ขอให้ใช้เงินอย่างประหยัด เพราะถ้าเงินน้อยแล้วใช้ไม่ประหยัดอีกยิ่งทำให้ชีวิตเดินเข้าไปสู่หุบเหวแห่งการเป็นหนี้ได้ง่าย เช่นเดียวกันกับช่วงจังหวะชีวิตที่พลังภายในเราตกต่ำหรือเหลือน้อย อย่าพยายามหาเรื่องที่ต้องบั่นทอนกำลังใจเข้ามาเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเดิมที่คั่งค้างอยู่ในจิตใจหรือเรื่องใหม่ที่ยังมาไม่ถึง เราต้องพยายามรักษาระดับแบตเตอรี่ใจให้ใช้ได้นานที่สุด  หรือไม่ก็ต้องรีบหน้าทางไปชาร์ตแบตใหม่อย่างเร่งด่วน
 
จงเก็บสะสมพลังภายในอย่างต่อเนื่อง
คนเรามักจะมีพลังภายในแบบวูบวาบ เวลามีก็มีเยอะเกินไปจนเหลือใช้ เวลาหมดก็หมดเลย เช่น คนจะเริ่มไปหากำลังใจจากพระ จากหมอดูหมอเดา จากที่ปรึกษา จากหมอ ก็ต่อเมื่อตัวเองมีความทุกข์มากแล้วเท่านั้น คนเราจะไปฝึกนั่งสมาธิ สวดมนต์ก็ต่อเมื่อมีปัญหาชีวิตที่หาทางออกไม่ได้ด้วยตัวเองแล้ว ซึ่งบางครั้งพลังภายในที่เราใช้เวลาสร้างเพียงสั้นๆไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันนั้นไม่ทันกับการใช้งานหรอก ทางที่ดีเราควรจะรู้จักสะสมพลังภายในให้กับตัวเองอย่างต่อเนื่อง เช่น การบริโภคข้อมูลข่าวสารความสำเร็จของผู้อื่น ฝึกจิตใจให้สามารถสร้างพลังภายในด้วยตัวเราเอง แบ่งปันความสำเร็จของตัวเองให้ผู้อื่น เพราะทุกครั้งที่เราแบ่งปัน เราจะได้พลังภายในกลับคืนมาเสมอ ไม่เชื่อลองพูดถึงความสำเร็จของตัวเองให้คนอื่นฟัง ให้สังเกตว่าตอนเรากำลังพูดหรือเพิ่งพูดเสร็จ เรารู้สึกอย่างไร มีไฟในตัวเองเพิ่มมากขึ้นหรือไม่
 
ใช้พลังภายในเผาผลาญข้ออ้างเพื่อเปิดทางเดินให้ชีวิต
ถ้าเราต้องการให้รถยนต์วิ่งได้เร็วขึ้นโดยมีกำลังเครื่องยนต์เท่าเดิมคือต้องลดน้ำหนักการบรรทุกลงโดยการเอาสัมภาระบางอย่างออกจากรถ และรถคันนี้ต้องวิ่งด้วยความเร็วสม่ำเสมอไม่ใช่วิ่งๆหยุดๆโดยการเหยียบคันเร่งสลับกับการเหยียบเบรกไปตลอดทาง
 
ชีวิตคนเราก็เช่นกันถ้าเราต้องการให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าได้เร็วอย่างต่อเนื่อง เราต้องกำจัดภาระที่เป็นตัวถ่วงในชีวิตออกจากจิตใจให้ได้ ภาระบรรทุกของรถยนต์ชีวิตคือ ข้ออ้างและความกังวลซึ่งจะทำให้ชีวิตเราสูญเสียพลังงานไปกับการคิดทั้งสองเรื่องนี้
 
เราต้องพยายามสร้างพลังภายในให้เกิดขึ้นในใจให้มากพอที่จะกำจัดข้ออ้างและความกังวลให้หมดไป หรือน้อยลง เพื่อให้ชีวิตของเราเดินไปข้างหน้าได้ดีกว่าและเร็วกว่า
 
          สรุป พลังงานที่ขับเคลื่อนชีวิตของคนเรามีทั้งมาจากสิ่งกระตุ้นภายนอก และการสร้างขึ้นมาจากภายใน บางครั้งเราต้องอาศัยการพ่วงแบตเตอรี่จากรถยนต์ชีวิตคันอื่นในกรณีชีวิตเราแบตหมดเกลี้ยง บางครั้งเราจำเป็นต้องสร้างมาจากภายในของเราเอง โดยใช้ความอยากและความกลัวเป็นเชื้อเพลิงผลิตพลังภายในเพื่อใช้ในชีวิตตัวเองและถ้ามีเหลือก็ควรจะเผื่อแผ่ให้เพื่อนมนุษย์คนอื่นบ้างเช่นกัน พลังภายในแปลกตรงที่เรายิ่งให้คนอื่นเรายิ่งมีพลังภายในเพิ่มขึ้น ลองถามตัวเองดูว่าทุกวันนี้เรามีพลังงานภายในมากพอที่จะทำให้ความสำเร็จในชีวิตเป็นจริงแล้วหรือยัง และพลังภายในของเรามาจากข้างในจริงๆหรือมาจากสิ่งกระตุ้นภายนอก และคำถามสุดท้ายคือ เราจะทำอย่างไรให้มีพลังภายในมากพอและต่อเนื่อง
 
 

1/11/11

บันได 6 ขั้นเพื่อก้าวสู่สุดยอดการบริหารเวลาเพื่อความสำเร็จ


เขียนโดย ทองพันชั่ง พงษ์วารินทร์ (www.bt-training.com)
Email:tpongvarin@yahoo.com ,Tel.089-8118340

เมื่อวันจันทร์ และวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปบรรยาย หลักสูตร การบริหารเวลาเพื่อความสำเร็จ (Manage Your Time) ให้กับ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบริหารเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเพื่อช่วยสร้างสมดุลย์ระหว่างชีวิตครอบครัว และชีวิตการทำงาน จึงอยากนำประสบการณ์บางส่วนมาแลกเปลี่ยน ผมขอถามท่านก่อนว่า
ท่านเคยถามตัวเองอย่างนี้บ้างหรือไม่?
ฉันอยากจะมีเวลาซักวันละ 30 ชั่วโมง”
"ฉันอยากมีความสุขกับชีวิตมากกว่านี้”
“ฉันมักจะถูกไฟลนก้นอยู่เสมอ”
 “ฉันหาสมดุลของชีวิตการทำงาน และครอบครัวไม่ได้” 
“ฉันเครียดเหลือเกินแล้วใช่ไหมเนี้ย?”
“แล้วฉันจะบริหารชีวิตอย่างไรดีจึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จ?”
เวลา คือสิ่งที่สำคัญ เพราะแล้วหมดไป มีเงินเท่าไรก็ไม่สามารถหาซื้อได้ ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน หรือ 1,440 นาที แต่ทำไม? บางคนถึงใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น และการงานก็เจริญก้าวหน้า ตรงข้ามกับใครอีกหลายคน ที่ต้องทำงานกลับบ้านดึก หอบงานกลับไปทำต่อที่บ้าน เสาร์ อาทิตย์ ก็ไม่มีเวลาอยู่กับครอบครัว นี่นะหรือชีวิตของฉัน? หลายคนติดอยู่กับกับดักของความเร่งด่วน เนื่องด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น มีงานมากจนเกินความสามารถ หรือไม่กล้ามอบหมายงานให้คนอื่นทำ เลยทำเองทั้งหมด ไม่กล้าให้คนอื่นทำงานแทน เพราะกลัวขาดความสำคัญ หรือ จัดลำดับงานไม่ได้ เพราะงานทุกชิ้น ก็ด่วนทุกชิ้น เป็นต้น
การบริหารเวลาถือเป็นเรื่องที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะคุณค่าของเวลานั้น ขึ้นอยู่กับคุณค่าของการใช้เวลาของตัวเราเอง เพราะถ้าหากเราใช้เวลาในปัจจุบันได้อย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด นั่นก็จะเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จในอนาคตของเราอย่างแน่นอน ตรงข้าม หากเราปล่อยชีวิตไปวันๆ จุดจบสุดท้ายของชีวิต ก็คือความล้มเหลวโดยไม่ต้องสงสัย
วันนี้จึงอยากให้ทุกท่านลองคิดดูนะครับว่าท่านได้ใช้เวลาไปคุ้มค่า มากน้อยเพียงใด และสิ่งที่ทำไปในแต่ละวันนั้นมีส่วนช่วยทำให้ท่านบรรลุความฝันที่ได้ตั้งใจเอาไว้หรือไม่? ถ้าใครตอบว่า "ใช่" แล้วละก็ ผมก็ดีใจด้วย แต่ถ้าหากใครตอบว่า "ไม่ใช่" ผมก็ดีใจด้วยเหมือนกัน เพราะว่าอย่างน้อยท่านก็รู้ตัวว่า ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องรีบปรับปรุงตัว แต่ถ้าใครตอบว่า "ไม่รู้ หรือไม่แน่ใจ ว่าใช้เวลาไปคุ้มหรือไม่" แล้วละก็ควรรีบวิเคราะห์ตนเองโดยด่วนเลยละครับ เพราะเวลาทุกนาทีเป็นเงินเป็นทอง ต้องใช้อย่างคุ้มค่า มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผมแลกเปลี่ยนแนวคิด โดยเรียกว่า บันได 6 ขั้นในการบริหารเวลาเพื่อความสำเร็จ ดังนี้
1. มีเป้าหมายชีวิตชัดเจน โดยเป้าหมายนั้นต้อง วัดได้ เป็นไปได้ ทำได้จริง ไม่เกินกำลังความสามารถของเรา
2. จัดลำดับความสำคัญเร่ง ด่วน อะไรสำคัญ กว่า เร่งด่วนกว่า ก็ลงมือจัดการกับงานนั้นก่อน จากนั้นก็ค่อยๆจัดการกับงานส่วนที่เหลือ สำหรับหลักการที่นิยมมากที่สุดคือ ควรจัดการกับงานที่สำคัญ แต่ไม่เร่งด่วน ซึ่งงานประเภทนี้มักจะเป็นการวางแผนงา การป้องกัน การพัฒนา เป็นต้น
3. ประเมินเวลาที่จะใช้จริงก่อนเริ่มงานในแต่ละวัน โดยก่อนที่จะเลิกงานในแต่ละวันควรวางแผนการปฏิบัติงาน เพื่อกำหนดกิจกรรมที่จะต้องปฏิบัติ และประเมินเวลาที่ต้องใช้ในแต่ละกิจกรรมนั้น นอกจากนี้ควรเผื่อเวลาเอาไว้อย่างน้อยอีกซัก 30นาที หรือ 1 ชั่วโมง เผื่องานด่วนเข้ามา
4. ลงมือปฏิบัติตามกิจกรรมในแต่ละช่วงเวลาอย่างเคร่งครัด นั่นหมายถึงว่าท่านต้องมุ่งมั่นต่องานที่ปฏิบัติ โดยใช้เวลาตามที่ได้กำหนดไว้ ถ้าหากใช้เกินเวลาต้องรีบเร่งทำงานนั้นให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
5. กำจัดสิ่งรบกวน แน่นอนครับในแต่ละวันจะมีพวกงานด่วน งานเร่ง งานจร การขอคำปรึกษา การประชุมนอกแผนงาน ซึ่งเราไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ซึ่งเราต้องเรียนรู้ที่จะกำจัดงานประเภทเหล่านี้ออกไปบ้าง อย่าไปรับเอามาเสียทั้งหมด (แต่อย่าทำให้ผู้อื่นรู้สึกว่าเราปัดงาน หรือเป็นคนแล้งน้ำใจ ไม่ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น) เพราะงานเหล่านั้นจะรบกวนเวลาที่เราได้กำหนดเอาไว้ ซึ่งงานเหล่านั้นอาจกระทบต่อแผนการใช้เวลาที่เรากำหนดเอาไว้
6.  ทบทวนการใช้เวลา และเรียนรู้จากการใช้เวลาที่ผิดพลาด หลังจากใช้เวลาไปจนหมดวัน ก็มาทบทวนดูซิว่า เราใช้เวลาไปกับงานที่ช่วยสนับสนุนทำให้ชีวิตของเราเจริญก้าวหน้า งานที่ไม่เกี่ยวกับงานของเรา หรือใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่ควรทำไปมากน้อยเพียงใด จากนั้นก็พิจารณาเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
               
                นี่ก็คือบันได 6 ขั้น เพื่อก้าวสู่สุดยอดการบริหารเวลาเพื่อความสำเร็จครับ สุดท้าย จากการวิเคราะห์ผู้ที่มีความสามารถในการบริหารเวลาได้อย่างยอดเยี่ยมนั้นมีสิ่งที่เหมือนกันก็คือ "ความมีวินัยในตนเอง" เพราะความมีวินัยนี่แหละครับ คือปัจจัย ที่สำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานของความสำเร็จในทุกๆสิ่งที่เราต้องการ ขอให้โชคดี และสนุกสนาน กับการบริหารเวลากันทุกคนนะครับ.............

1/6/11

วิธีเจริญอสุภะ

วิธีเจริญอสุภะ

อนึ่ง เมื่อจะเจริญอสุภะ พึงเจริญดังนี้ก็ได้ว่า อัตถิ อิมัสมิง กาเย ของไม่งามเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดมีอยู่ในกายนี้ เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มังสา นะหารู อัฏฐี อัฏฐิมิญชัง วักกัง คือ เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หะทะยัง ยะกะนัง กิโลมะกัง ปิหะกัง ปัปผาสัง คือเนื้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด อันตัง อันตะคุณัง อุทะริยัง กะรีสัง คือ ไส้ใหญ่ สายเหนี่ยวไส้ ราก ขี้(คูถ) มัตถะเกมัตถะลุงคังคือ เยื่อในสมองศีรษะ ปิตตัง เสมหัง ปุพโพ โลหิตัง เสโท เมโท คือ น้ำดี น้ำเสมหะ น้ำเหลืองน้ำหนอง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น อัสสุ วะสา เขโฬ สิงฆานิกา ละสิกา มุตตัง คือ น้ำตา น้ำมันเปลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำเยี่ยว

ผมนั้น งอกอยูตามหนังศีรษะ ดำบ้างขาวบ้าง ขน นั้น งอกอยู่ตามขุมขนทั่วกาย เว้นไว้แต่ฝ่ามือฝ่าเท้า เล็บ นั้น งอกอยู่ตามปลายมือปลายเท้า ฟันนั้น งอกอยู่ตามกระดูกคางข้างบนข้างล่าง สำหรับ เคี้ยวอาหาร ชุ่มอยู่ด้วยน้ำลายเป็นนิตย์ หนัง นั้น หุ้มทั่วกาย เอาผิวนอกออกเสียแล้ว มีสีขาว เนื้อ นั้น มีสีแดง เหมือนกับชิ้นเนื้อสัตว์ เอ็น นั้น รัดรวบโครงกระดูกไว้ มีสีขาว กระดูก นั้น เป็นร่างโครงค้ำแข้งอยู่ในกาย มีสีขาว เยื่อในกระดูก นั้น มีสีขาว เหมือนกับยอดหวายที่เผาไฟอ่อน แล้วใส่ไว้ในกระบอกไม้ฉะนั้น เยื่อในขมองศีรษะ นั้น เป็นยวงๆ เหมือนกับเยื่อในหอจุ๊บแจง ม้าม นั้น คือแผ่นเนื้อมีสีแดงคล้ำๆ สองแผ่นมีขั้วอันเดียวกัน เหมือนกับผลมะม่วงสองผลมีขั้วอันเดียวกันฉะนั้น อยู่ข้างซ้ายเคียงกับหัวใจ เนื้อหัวใจ นั้น มีสีแดง สัณฐานดังดอกบัวตูม ตั้งอยู่ท่ามกลางอก ตับ นั้น คือแผ่นเนื้อสองแผ่น สีแดงคล้ำๆ ตั้งอยู่ข้างขวาเคียงเนื้อหัวใจ พังผืด นั้น มีสีขาว เหนี่ยวหนังกับเนื้อ เอ็นกับเนื้อ กระดูกกับเอ็น ติดกันไว้บ้าง ไต นั้น เป็นชิ้นเนื้อสีดำคล้ำเหมือนกะลิ้นโคดำอยู่ชายโครงข้างซ้าย ปอด นั้น เป็นแผ่นเนื้อสีแดงคล้ำ ชายเป็นแฉกปกเนื้อหัวใจอยู่ท่ามกลางอก ไส้ใหญ่ นั้น ปลายข้างหนึ่งอยู่คอหอย ปลายข้างหนึ่งอยู่ทวาร ทบไปทบมา มีสีขาว ชุ่มอยู่ด้วยเลือดในท้อง สายเหนี่ยวไส้ใหญ่ นั้น มีสีขาว ราก นั้น คือของที่กลืนกินแล้วสำรอกออกมาเสียฉะนั้น คูถ นั้น คือของที่กินขังอยู่ในท้องแล้วถ่ายออกมาฉะนั้น น้ำดี นั้น สีเขียวคล้ำๆ ที่เป็นฝักอยู่ท่ามกลางอก ที่ไม่เป็นฝักซึมซาบอยู่ในกาย น้ำเสมหะ นั้น มีสีขาวคล้ำๆ เป็นเมือกๆ ติดอยู่กับพื้นไส้ข้างใน น้ำเหลืองน้ำหนอง นั้น มีอยู่ในที่สรีระมีบาดแผล เป็นต้น น้ำเลือด นั้น มีอยู่ตามขุมถูกในกายและซึมซาบอยู่ในกาย น้ำเหงื่อ นั้น ซ่านออกตามขุมขนในกายเมื่อร้อนหรือกินของเผ็ด น้ำมันข้น นั้น มีสีเหลือง ติดอยู่กับหนังต่อเนื้อ น้ำตา นั้น ไหลออกมาจากในกายเมื่อไม่สบาย น้ำมันเหลว นั้น เป็นเปลวอยู่ในพุงเหมือนกับเปลวสุกร น้ำลาย นั้น ใสบ้าง ข้นบ้าง น้ำมูก นั้น เหลวบ้า ข้นบ้าง เป็นยวงออกจากนาสิก น้ำไขข้อ นั้น ติดอยู่ตามข้อกระดูก น้ำเยี่ยว นั้น เกรอะออกจากรากแลคูถ
อะยะเมวะ กาโย กายประชุมส่วนเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดนี้นั่นแลอุทธัง ปาทะตะลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป ตะจะปะริยันโต มันมีหนังหุ้มอยู่ที่สุดรอบปุโร นานับปะการัสสะ อะสุจิโน มันเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น เชคุจโฉ ปะฏิกุโล แต่ล้วนเป็นของไม่งามมีกลิ่นเหม็น ปฏิกูลน่าเกลียดหมดทั้งสิ้น อสุภกัมมัฏฐานหรืออสุภสัญญานี้ เป็นข้าศึกแก่ราคะ ความกำหนัดยินดีโดยตรง ผู้ใดมาเจริญอสุภะ เห็นเป็นของไม่งามในกาย เห็นกายเป็นของไม่งามปฏิกูลน่าเกลียด จนเกิดความเบื่อหน่ายไม่กำหนัดยินดี ดับราคะ โทสะ โมหะ เสียได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่า ดื่มกินซึ่งรสพระนฤพานเป็นสุขอย่างยิ่ง 

เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสรรเสริญ กายะคตาสติอสุภกัมมัฏฐานนี้ว่า “ผู้ใดได้เจริญกายคตาสตินี้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าบริโภคซึ่งรสคือนฤพาน เป็นธรรมที่ผู้ตายไม่มี” ดังนี้ นฤพานนั้นก็ดับราคะ โทสะ โมหะนั้นเอง 
เหตุนั้น เราทั้งหลายจง อย่าได้ประมาทในกายะคตาสติ นี้เลย อุตส่าห์เจริญเถิด จะได้ประสพพบพระนฤพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เลิศกว่าธรรมหมดทั้งสิ้นนี้ วิธีเจริญอสุภะ
ปอด: http://www-medlib.med.utah.edu/WebPath/jpeg1/LUNG001.jpg
หัวใจ: http://www-medlib.med.utah.edu/WebPath/jpeg5/CV001.jpg
ตับ: http://www-medlib.med.utah.edu/WebPath/jpeg4/LIVER001.jpg
กระดูก: http://vhgallery.gsm.com/subscribe/happy_halloween.jpg
ไต: http://www-medlib.med.utah.edu/WebPath/jpeg1/RENAL003.jpg
สมอง: http://www-medlib.med.utah.edu/WebPath/jpeg5/CNS315.jpg
ที่มา จากคุณปราณ เวปบอร์ดพลังจิตดอทคอม
  

อานิสงส์ของเมตตา ๑๑ อย่าง

ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น ย่อมได้อานิสงส์ ๑๑ อย่างดังนี้ คือ
 (๑)
หลับก็เป็นสุข
ไม่ทุรนทุราย ละเมอไปต่างๆ ฯลฯ

 (๒)
ตื่นก็เป็นสุข
คือ ตื่นด้วยความอิ่ม ไม่ตื่นแบบหวาดผวา งัวเงีย

 (๓)
ไม่ฝันร้าย
คนเจริญเมตตาจะฝันดี รู้สึกสบายใจในเรื่องที่ฝันเห็น

 (๔)
อมนุษย์ทั้งหลายรักใคร่
อมนุษย์ตรงนี้หมายถึงผู้ที่ไม่ใช่มนุษย์ทั้งหมด ได้แก่
สัตว์เดรัจฉาน เทวดา เปรต อสุรกาย ที่เรียกว่า ผี และ
สัตว์นรก ... ในที่ใดที่มีภัย อมนุษย์ทั้งหมดจะรักใคร่
ไม่ทำร้ายผู้เจริญเมตตา

 (๕)
มนุษย์ทั้งหลายรักใคร่
คนที่มีเมตตา ไม่พยาบาทกับใครนั้น ทำให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
รักใคร่เอ็นดูสงสาร อยากจะช่วยเหลือ

 (๖)
เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองผู้นั้น
เทวดานั้นชอบคนดี ย่อมคุ้มครองคนดี จึงกล่าวกันว่า
มีเราบางคนมีเทวดาติดตามอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้ก็เพราะว่า
เทวดาบางองค์นั้นเคยเป็นแม่ของเราในชาติก่อน หรือเคย
เป็นพ่อหรือเคยเป็นเพื่อน หรือบางท่านไม่เคยเป็นอะไรกัน
แต่ได้เมตตาจิตจากเรา ก็ให้การคุ้มครองรักษา

 (๗)
ไฟ ศาสตรา อาวุธ ยาพิษ ไม่อาจจะกร้ำกรายผู้นั้นได้
อันนี้สำคัญมาก ถ้าใครสามารถนำของขลังคือ เมตตา เข้ามา
ไว้ในตัวเราได้แล้ว คือ ทำเมตตาจิตนี้ให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่จำเป็น
ต้องเสกน้ำล้างหน้า ไม่จำเป็นต้องแขวนพระที่เจริญเมตตาคุณ
เข้ามาไว้ในตัว นี้เป็นอานิสงส์ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสไว้ 

(๘)
ผิวหน้าย่อมผ่องใส
คนเจริญเมตตานี้ ย่อมมีผิวพรรณผ่องใส
ผู้ที่เจริญเมตตามากมองดูแล้วสบายใจ เข้าไปหาท่านแล้วชื่นใจ
เป็นที่เคารพเลื่อมใสของคนทั่วไป ผิวพรรณก็ผ่องใสด้วย
อายุก็ยืน ผิวหน้าไม่มีริ้วรอยแห่งความโกรธ

 (๙)
จิตย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิได้เร็ว
ถ้าใครเจริญเมตตาอยู่เป็นประจำบ่อยๆ ทุกวัน ทุกคืน
จิตจะเป็นสมาธิได้ไวกว่าคนที่ไม่เจริญเมตตา

 (๑๐)
เมื่อตายเป็นผู้ไม่หลงตาย
เพราะการเจริญเมตตาจิตบ่อยๆ ความหลงตายในขณะตาย
จะไม่มี ไม่เพ้อ บางคนก่อนตายเพ้อย่างนั้นอย่างนี้ จำอะไร
ไม่ได้ แม้แต่คนใกล้ชิด แต่คนที่เจริญเมตตาจิตนี้เป็นคน
ไม่หลงตาย

 (๑๑)
เมื่อจากโลกนี้ไปก็ไปบังเกิดในพรหมโลก
นี้หมายถึงท่านผู้ใดที่ได้ฌานโดยเฉพาะเท่านั้น สำหรับผู้ที่
ยังไม่ได้ฌาน ก็ไปบังเกิดตามภพภูมิของตนๆ 

พร 4ประการของท่าน ว.วชิรเมธี

1. อย่าเป็นนักจับผิด
คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก
คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส จิตประภัสสร ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข
2. อย่ามัวแต่คิดริษยา
แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน
คนเราต้องมีพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า เจ้ากรรมนายเวร ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอน
ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ‘ไฟสุมขอน’ ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อน
เราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี ‘แผ่เมตตา’ หรือ ซื้อโคมมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราริษยา แล้วปล่อยให้ลอยไป
3. อย่าเสียเวลากับความหลัง
90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ‘ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น’
มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องเคราต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วย
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ‘อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน’
‘อยู่กับปัจจุบันให้เป็น’ ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี ‘สติ’ กำกับตลอดเวลา
4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ
‘ตัณหา’ ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ความอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ ‘ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม’
ทุกอย่างต้องดูคุณค่าที่แท้ ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกา คืออะไร คือ ไว้ดูเวลาไม่ใช่มีไว้ใส่เพื่อความโก้หรู
คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือ คืออะไร คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์
เราต้องถามตัวเองว่า ‘เกิดมาทำไม’ ‘คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน’ ตามหา ‘แก่น’ ของชีวิตให้เจอ
คำว่า ‘พอดี’ คือ ถ้า ‘พอ’ แล้วจะ ‘ดี’ รู้จัก ‘พอ’ จะมีชีวิตอย่างมีความสุข
แหล่งที่มา : http://psomeasy.blogspot.com/2008/10/4.html

1/4/11

อานิสงส์ของการสวดมนต์แต่ละบท

จากหนังสือ แสกนกรรม2


พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุงมหากา อิติปิโสเท่าอายุ+1 การสวดมนต์บทนี้มีความหมายว่าจะชนะอุปสรรคทั้งภายในจิตใจและภายนอกคือชนะอุปสรรคต่อหน้าที่การงาน ศัตรูหมู่มารและทำให้ชีวิตราบรื่นต่ออุปสรรคและการสวดมนต์ อิติปิโสเท่าอายุ+1 นั้นทำให้ต่อชะตาชีวิตและผ่านวิบากกรรมที่ได้รับให้เบาบางลงได้


ชินบัญชร ทำให้ใบหน้า วาจาศักดิ์สิทธิ์ พูดจาน่าเชื่อถือ เจรจาดี มีคนเมตตา มีคนเกื้อกูลดีมีบริวารมากมาย


สวดพระไตรปิฏก ทำให้เป็นผู้มีสติ ปัญญาดี จิตมีสมาธิสูง ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง


สวดพระธัมมะจัก ทำให้เคราะห์กรมหนัก เวรกรรมหนัก ๆ ทุเลาลงและทำให้อาการเจ็บไข้ได้ป่วยหายได้ และสามารถล้างอาถรรพ์คุณไสยมนต์ดำได้ โรคภัยทุเลาเบาบาง


สวดพระอาการวัตตาสูตร  ทำให้จิตมีสมาธิสูง เข้าสู่สมาธิได้ง่ายและทำให้เจริญรุ่งเรืองทางด้านทรัพย์ และมีจิตที่สูงกว่ากิเลส

12/26/10

ไม่มีกำลังใจ... ทำอย่างไรดี

ไม่มีกำลังใจ... ทำอย่างไรดี  ท่านคงจะเคยได้ยินได้ฟังคนอื่นพูดหรือบ่นอยู่เสมอว่า 
ไม่ค่อยมีกำลังใจจะทำอะไรเลย โดยความเป็นจริงแล้ว
มนุษย์เราทุกคนเมื่อเกิดมาย่อมต้องการความรัก ความอบอุ่น ความสุขสมหวัง ความสำเร็จ ความร่ำรวย ตลอดจน ร่างกายที่แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็มิใช่ว่าจะประสบกับความสุขสมหวังเสมอไป บางครั้งอาจจะต้องประสบกับความผิดหวัง ในสิ่งที่พึ่งปรารถนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม บางคนก็สามารถ แก้ปัญหาเหล่านั้นได้ แต่ก็มีหลายรายที่ไม่สามารถปัญหาได้ตามที่คาดหวังไว้

ผู้ที่ขาดกำลังใจนั้น มักจะมีความรู้สึก เบื่อหน่าย ท้อแท้ หดหู่ เซื่องซึม ไม่กระตือรือร้นที่จะกระทำกิจกรรมใดๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านมีความรู้สึกขาดกำลังใจเช่นว่านี้ก็อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ จงพยายามค้นหา ใคร่ครวญ ตรึกตรอง พินิจพิจารณาถึงสาเหตุแห่งความผิดหวังหรือความล้มเหลวนั้นซึ่งสาเหตุของการหมดกำลังใจ มีได้หลายสาเหตุ ได้แก่
1. ด้านร่างกาย อาจจะเป็นเพราะว่าร่างกายไม่สมประกอบ มีโรคประจำตัว เจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งจะต้องได้รับการรักษาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ทำให้สุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถทำงานได้เหมือนผู้อื่น สิ่งเหล่านี้มีผลต่อจิตใจ ทำให้เกิดความท้อแท้ เบื่อหน่ายหมดกำลังใจได้
2. ด้านจิตใจ อาจเกิดขึ้นโดยรู้ตัว คือรู้ตัวว่ามีปัญหาและรู้ว่าปัญหานั้นมีสาเหตุมาจากอะไร แต่ไม่สามารถขจัดหรือแก้ปัญหานั้นได้ จึงเกิดความไม่สบายใจเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่พึงปรารถนา หรืออาจเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว คือไม่รู้ว่าทำไมจึงไม่มีกำลังใจ เงินทองก็มีใช้ ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ดี แต่ถ้าเราค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองดู ก็จะรู้ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร สาเหตุอาจจะอยู่ลึกๆ หรือฝังใจมาตั้งแต่เด็กจนเราอาจนึกไม่ถึงก็เป็นได้ เช่น  มีความน้อยเนื้อต่ำใจในรูปร่างของตัวเอง ความไม่ยุติธรรมของพ่อแม่หรืออาจจะรู้สาเหตุแต่ไม่ยอมรับ จึงเกิดอาการท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังใจที่จะปฏิบัติกิจกรรมใดๆ ให้เป็นผลดีได้เท่าที่ควร
3. ด้านสังคม คือ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจ เมื่อตนทำดีแล้ว แต่ไม่มีใครเห็นความดี เช่น ทำงานมาหลายปี แต่เจ้านายไม่เคยเห็นความดี หรือความสำคัญของตนเลย 
วิธีที่จะทำให้เกิดกำลังใจ  มีดังนี้
1 ก่อนอื่นต้องพยายามหาสาเหตุเสียก่อนว่า การที่เราไม่มีกำลังใจนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วพยายามหาทางปรับปรุงแก้ไขและยอมรับเสีย
2 อย่าคิดหรือมองว่าตนเองเป็นคนมีปัญหา ไร้ความสามารถ คนอื่นที่เขามีปัญหา ไร้ความสามารถมากกว่าเราก็ยังมีอีกมาก เราต้องมาตั้งใจกระทำใหม่
3 อย่ามัวหมกตัวอยู่คนเดียว ลองพูดคุยกับผู้ที่เราไว้ใจ หรือเชื่อถือ อย่างน้อยก็เป็นการระบาย ความอัดอั้นตันใจของเราได้และเราอาจจะได้รับคำแนะนำ ชี้แนะจากเขาผู้นั้นก็เป็นได้
4 มองโลกในแง่ดี พยายามทำจิตใจให้สดชื่น อะไรต่างๆ ก็จะดูดีขึ้น
5 อ่านหนังสือดีๆ อาจจะได้รับความรู้ สิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ แล้วนำมาปรับปรุง แก้ไขให้ดีขึ้น และยังทำให้เราเกิดความเพลิดเพลินอีกด้วย
6 ออกกำลังกายตามที่ท่านชอบและถนัด ซึ่งอาจจะทำให้สุขภาพแข็งแรงได้อีกด้วย
7 พยายามอย่าปล่อยให้มีเวลาว่างมากเกินไป ควรหางานอดิเรกทำ เช่น หัดทำกับข้าว เย็บปักถักร้อย ทำสวนครัว ฯลฯ เพราะอาจจะสนุกไปกับงานเหล่านั้น
8 เมื่อตื่นนอน ควรรีบลุกจากที่นอนทันที ควรมีแผนการทำงานของแต่ละวันและทำงาน ด้วยความกระฉับกระเฉง ตั้งใจที่จะกระทำกิจกรรมต่างๆ อย่างจริงจัง 
จากวิธีที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะทำให้ท่านที่ขาดกำลังใจกลับมีกำลังใจขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะส่งผลทำให้ชีวิต ของคุณมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณบทความจาก http://www.love4home.com/
ขอขอบคุณบทความคุณธาริณี มาลัยมาตร์ โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์
 

12/14/10

คุณต้องหาสิ่งที่รักให้เจอ

หนังสือทำสิ่งที่รัก…ยังไงก็รุ่ง

         เขียนถึงหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งที่สองแล้วเนื่องจากว่ามีความจริงดี อีกหลายอย่างที่เรามองข้ามและเราไม่ทันสังเกตุกับมันจนมาได้อ่านหนังสือของคุณบัณฑิต จึงรู้สึกว่าจริงสิทำไมเราไม่รีบทำสิ่งที่เรารักเสียแต่วันนี้ เรามัวแต่ทำตามคนอื่นว่าดี นั้นเราลองคิดตามที่หนังสือบอกว่าให้คิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตแล้วสิ่งที่เราอยากทำจริง ๆนั้นคืออะไร ลองมาอ่านหนังสือเล่มนี้กันต่อเลยดีกว่าคะ

ตอนผมอายุ 17 ผมได้อ่านคำคมบทหนึ่งที่กล่าวทำนองว่า
“ถ้าคุณใช้ชีวิตแต่ละวันให้เหมือนกับว่ามันเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ ในที่สุด คุณก็จะมีวันหนึ่งที่เป็นวันสุดท้ายของคุณจริงๆ”
คำพูดนี้ฝังใจผมมาตลอด และตั้งแต่วันนั้นเป็นเวลา 33 ปี ผมจะมองกระจกทุกเช้าและถามตนเองว่า “ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิตผมผมจะอยากทำสิ่งที่กำลังจะทำวันนี้หรือเปล่า?” และเมื่อไหร่ก็ตามที่คำตอบออกมาเป็นไม่ใช่ หลายวันติดต่อกัน ผมก็รู้ทันทีว่าต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ในชีวิตแล้ว
การนึกได้ว่าผมอาจจะตายเร็ว ๆนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยผมได้ดีที่สุดในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ของชีวิต เพราะแทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังจากภายนอก ศักดิ์ศรี ความกลัวการขายหน้าหรือความล้มเหลว สิ่งเหล่านี้จะหายไปจากความคิดทันที เมื่อใดที่เราเผชิญหน้ากับความตาย เหลือเพียงแต่สิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริงการตระหนักได้ว่าเราจะต้องตาย เป็นทางที่ดีที่สุดที่ผมรู้ ที่จะพ้นจากกับดักของความคิดที่ว่าคุณมีอะไรต้องเสีย เพราะในความเป็นจริงชีวิตคุณนั้นเปลือยเปล่าอยู่แล้ว
                                ฉะนั้น
มันไม่มีเหตุผลใด ๆที่จะไม่ทำตามหัวใจของคุณเอง
เวลาของคุณนั้นมีจำกัด ฉะนั้นอย่าเสียมันไปกับการใช้ชีวิตของคนอื่น อย่างติดอยู่ในกรอบความคิดคนอื่น อย่าให้เสียงของความเห็นคนอื่นดังกลบเสียงข้างในตัวคุณเอง และที่สำคัญที่สุด จงมีความกล้าทำตามที่หัวใจและเสียงภายใน เพราะหัวใจของคุณมันรู้อยู่แล้วว่าจริง ๆ คุณต้องการจะเป็นอะไร สิ่งอื่นใดเป็นเรื่องรองลงมา
photo by hugmagazine

ทำสิ่งที่รักยังไงก็รุ่ง

บัณฑิต อึ้งรังษี
ทำสิ่งที่รักยังไงก็รุ่ง
จากหนังสือทำสิ่งที่รักยังไงก็รุ่ง
เป็นหนังสือสร้างแรงบันดาลใจอีกเล่มหนึ่งของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี เขียนเกี่ยวกับการทำความฝันหรืองานที่เรารักโดยไม่ต้องกลัวกังวล โดยใช้เทคนิคต่าง ๆในเล่มและข้อเสียของการอยู่กับงานที่เราไม่ได้รักมันจะดูดชีวิตชีวาของเราให้หายไปและทำให้เรากลายเป็นคนซังกะตายหมดความฝันเลยทีเดียว วันนี้จะขอนำบางส่วนในหนังสือเล่มนี้มาเขียนให้อ่านกันนะคะ
เปรียบเทียบกระบวนการแบบเก่า&กระบวนการแบบใหม่
กระบวนการแบบเก่า(สร้างคนธรรมดา)
1   หาว่าทำอะไรแล้วรวย หรือมั่นคง(เอาเงินเป็นโจทย์ตั้ง)
2   พยายามจะทำงานนั้น ไม่คำนึงว่าตนชอบหรือไม่
3   กระโดดไป กระโดดมาจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งเห็นคนอื่นทำบางอย่างแล้วรวย ก็ทำตาม
4   ไม่เก่งสักอย่าง
5   ไม่มีความสุข เพราะไม่ได้ทำสิ่งที่รัก แล้วสิ่งที่เรียนมาตั้งแต่แรกก็ทำได้ไม่รุ่งเพราะสู้คนที่ทำงานนั้นเพราะรักไม่ได้
6   อายุมากขึ้นถูกlay offจากงาน เพราะบริษัทสามารถหาคนใหม่ที่ถูกกว่าได้ หรือไม่ก็ทนทำงานไปวันๆ(ราชการไล่ออกไม่ได้)รอวันเกษียณ
7   มีชีวิตอยู่แบบซังกะตาย
8   ไม่ได้สร้างสิ่งที่มีคุณค่ากับสังคมเท่าไรนัก เพราะตัวเองยังจะเอาไม่รอดเลยจะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร
9    จากโลกนี้ไปแบบไม่ได้ทิ้งอะไรที่มีค่าไว้ให้คนรุ่นหลัง
กระบวนการแบบใหม่(สร้างคน พิเศษ ที่ใช้ชีวิตเต็มศักยภาพ)
1    หาให้เจอว่าอะไร คือ งานแห่งชีวิต ที่รักและถนัด
2    คิดถึงตอนจบ ว่าตนต้องการไปถึงตรงไหน ( เช่น เป็นcloth designer อยู่เมืองนอกมีแบรนด์เป็นของตนเอง หรือทำงานอยู่เมืองไทย มีธุรกิจใหญ่เป็นของตนเอง)
3   ใช้เวลาฝึกฝนสิ่งนั้นจนเก่งมาก ๆ
4    มีความสุข สนุกตลอดเวลาในการเดินทาง
5    หาวิธีรุ่งจากสิ่งนั้น ถ้ายากที่จะเห็นในตอนแรก
6    ทุกอย่างตามมา เงินทอง ชื่อเสียง ความสุขในการทำงาน
7    สร้างสิ่งที่มีคุณค่าให้สังคม และคนรุ่นต่อไป(เพราะตนเองมีเหลือเฟือ สามารถให้เวลา เงินทอง คำแนะนำ บริการที่ดี สิ่งของผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ ฯลฯกับคนอื่น)อย่างสตีฟ จ๊อบส์ เฉินหลง สตีเว่น สปีลเบิร์ก เจ.เค. โรว์ลิ่ง
8   จากโลกนี้ไปแบบ เปลี่ยนโลกเป็นที่จดจำของคนรุ่นหลัง เช่น คานธี เบโอเฟ่น จอห์น เลนนอน

12/13/10

อานิสงส์ของความกตัญญู

1   ทำให้รักษาคุณงามความดี เดิมไว้ได้
2   ทำให้สร้างคุณงามความดี ใหม่ได้อีก
3   ทำให้เกิดสติไม่ประมาท
4   ทำให้เกิดหิริโอตตัปปะ
5   ทำให้เกิดขันติ
ุ6   ทำให้จิตผ่องใส มองโลกในแง่ดี
7   ทำให้เป็นที่สรรเสริญ
8   ทำให้คนอยากคบหาสมาคม
9   ทำให้มนุษย์และเทวดา อยากช่วยเหลือ
10  ทำให้ไม่มีเวรไม่มีภัย
11  ทำให้ลาภยศทั้งหลายเกิดขึ้นโดยง่าย
12  ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย

พระธรรมสิงหบุราจารย์

11/25/10

โรคเสียดายหนังสือกำเริบ

DSCF8499
เพื่อน ๆเคยบ้างไหมคะหนังสือที่เราไม่ได้หยิบมาอ่านเราก็ไม่เคยจะคิดถึงมันแต่พอนึกขึ้นมาได้ว่ามันหายไปก็แทบจะพลิกบ้านหาเลย มีใครเป็นเหมือนกันบ้างเอ่ย
วันนี้ขายหนังสือได้ 2 เล่ม แต่ก็เป็นอาการเดิมคือ กลัวคิดถึงมันทั้ง ๆที่เวลามันวางอยู่ที่บ้านก็ไม่เคยจะนึกถึงว่าวางอยู่ตรงไหน แต่พอมันจะไปอยู่กับคนอื่นก็กลับเสียดาย แต่เราก็รู้สึกดีตรงที่มันจะได้ไปอยู่กับเจ้าของคนใหม่ที่ต้องการมันอย่างแท้จริง เห็นคุณค่าของมันเหมือนเมื่อครั้งหนึ่งที่เราอยากจะได้มันมามากมาย แล้วสุดท้ายก็นอนแอ้งแม้งให้ฝุ่นเกาะอยู่มุมหนึ่งของบ้าน
งั้นวันนี้จะเล่าบางส่วนของหนังสือที่กำลังจะขายให้ฟังแล้วกัน เอาที่ดูน่าสนใจดีกว่า
อ้อ ลืมไปหนังสือชื่อ คู่มือโน้มน้าวใจคน
เรื่อง กฏแห่งความมีศักยภาพและความเป็นเลิศ (Law of Power)
       คนเรานั้นอาจมีศักยภาพหรือมีความสามารถพิเศษที่มากกว่าคนอื่นจนถึงระดับที่พวกเขาถูกมองว่ามีความน่าเชื่อถือ มีความแข็งแกร่ง หรือมีความเชี่ยวชาญที่เหนือกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ
           คนที่มีศักยภาพในตัวเองสูงนั้นมาพร้อมด้วยความน่าเชื่อถือและมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถดึงดูดใจผู้อื่นได้ ความมีศักยภาพคือความสามารถในการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและเป็นไปตามการรับรู้ ลูกค้าจะรับรู้ว่าคุณมีศักยภาพในตัวเองมากขึ้น ถ้าคุณแสดงพฤติกรรมด้วยความเชื่อมั่นแต่ไม่ใช่ความหยิ่งทะนง การมีท่าทีสบาย ๆ แต่ไม่ใช่การไม่เอาใจใส่ การมีความมั่นใจในตัวเอง แต่ไม่ใช่การแสดงตัวว่ารู้ไปเสียทุกอย่างความมีศักยภาพเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวคุณ และคุณจะต้องปลดปล่อยมันออกมา เมื่อใดก็ตามที่คนรับรู้ว่าคุณเป็นคนเก่ง มีความสามารถ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความรอบรู้ และมีความมั่นใจในตัวเอง แน่นอนว่าระดับความเชื่อมั่นของเขาที่มีต่อตัวคุณก็จะสูงขึ้น
       ถ้าคุณพยายามใช้ศักยภาพ หรือความสามาถพิเศษที่คุณมีเหนือคนอื่น แทนที่จะใช้มันเพื่อพวกเขา คุณก็จะสูญเสียกายขาย รวมทั้งเพื่อนของคุณด้วย ศักยภาพหรือความสามารถพิเศษในตัวคุณนั้นจะถูกรับรู้โดยคนส่วนใหญ่ว่าเป็นพลังบางอย่างที่มีอยู่ในตัว และมักจะเรียกกันว่า ผู้ที่มีความเป็นเลิศ หรือมีพรสวรรค์ ซึ่งก็คือ คนที่มีความสามารถและมีคุณลักษณะหรือมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถดึงดูดใจและทำให้ผู้อื่นเลื่อมใส ศรัทธา และยอมรับได้ ศักยภาพ หรือพรสวรรค์ที่คุณมีนั้นโดยปกติมักจะไม่ได้รับการยอมรับและคนมักไม่ค่อยจะยอมปฏิบัติตาม ถ้าพวกเขาคิดว่าคุณกำลังพยายามที่จะข่มพวกเขาอยู่
        ในงานวิจัยงานหนึ่งเมื่อเร็ว ๆนี้ ที่พูดถึงเรื่องความมีศักยภาพและความน่าเชื่อถือนั้น ได้เปิดเผยว่า 95% ของพยาบาลทั้งหมดเต็มใจที่จะจ่ายยาให้กับคนไข้หลังจากที่ได้รับการสั่งจากหมอ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ยานั้นอาจจะทำให้คนไข้ตาย นั่นแหละคือ การมีศักยภาพ และความน่าเชื่อถือ
         เมื่อคุณขายสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง คนจะทึกทักว่าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ ถ้าคุณรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสินค้าของคุณ คุณก็จะเป็นคนที่ใคร ๆก็จะมาหา ขอใหทำให้ลูกค้าของคุณรู้โดยนัยว่า คุณเป็นสุดยอด หรือเป็นหนึ่งในสุดยอดบริษัทชั้นนำ คนโดยทั่วไปชอบที่จะติดต่อกับบริษัทชั้นนำเสมอ
         ช่างซ่อมรถยนต์อาจจะดูเหมือนคนที่ไม่มีศักยภาพ และมีความน่าเชื่อถือมากสักเท่าไหร่นัก แต่เวลาที่รถคุณเสีย พวกเขาก็จะกลายเป็นคนที่มีศักยภาพและมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในโลก พวกเขามีทางแก้ปัญหาให้คุณ ถ้าพวกเขาทำให้การแก้ปัญหาดูเป็นเรื่องง่าย พวกเขาก็จะดูไม่มีศักยภาพและความน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงง่าย ๆ ที่ว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยได้ใส่ใจกับวิธีการใช้ศักยภาพและความเป็นเลิศ หรือใช้พรสวรรค์ที่ตนเองมี นั่นก็คือ เหตุผลเดียวกับที่ทำให้พวกเขาหลายคนถูกมองว่าเป้นพวกทีชอบสร้างปัญหานั่นเอง
                             จบแล้วจ้า
จริง ๆ อยากจะเขียนเรื่องอื่นต่อนะแต่กลัวหนังสือยับน่ะ เพราะเดี๋ยวต้องส่งให้เขาแล้ว
คราวหน้าจะเอารูปกองหนังสือที่บ้านมาให้เพื่อนดูกันนะคะ ว่ามันแยะจนอ่านไม่ไหวเลยจริง ๆ

11/22/10

กายานุปัสสนาสติปัฎฐาน

     คือ การรู้สภาพของกายในขณะนั้นว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่ว่ากายจะยืน กายจะเดิน กายจะนั่ง กายจะนอน จะพักผ่อนอันใดมีสติควบคุม จิตต้องกำหนด กำหนดกายยืน กำหนดกายนั่ง กำหนดกายนอน กำหนดกายที่จะเอนลงไปต้องกำหนดทุกอิริยาบถ จะก้าวเยื้องซ้ายและขวาไปที่ไหนกำหนดตั้งสติไว้ให้เป็นปัจจุบัน

     กำหนด  แปลว่า ความรู้ของชีวิตอันมีสติควบคุมเช่น ก่อนจะเดินให้สำรวมจิตอยู่ที่เท้าขวา ตั้งสติปักลงไป แล้วกำหนดในใจคำว่าขวา ให้ยกส้นเท้าขวาขึ้น ตั้งสติระลึกรู้พร้อมกับส้นเท้าขวาที่ยกขึ้นก้าวท้าวขวาไปข้างหน้า สติระลึกรู้พร้อมกับส้นเท้าขวาที่เคลื่อนไปข้างหน้า หนอวางเท้าลงถึงพื้น ปลายเท้าและส้นเท้าลงพร้อมกัน สติระลึกรู้พร้อมกับเท้าที่ลงสัมผัสพื้น หรือจะหยิบสิ่งของอะไร ก็ให้สำรวมจิตอยู่ที่มือข้างที่จะหยิบ ตั้งสติปักลงไปที่มือข้างที่จะหยิบสิ่งของอะไร ก็ให้สำรวมจิตอยู่ที่มือข้างที่จะหยิบ ตั้งสติปักลงไปที่มือข้างที่จะหยิบนั้นแล้วกำหนดในใจว่า หยิบหนอ หยิบหนอ สติระลึกพร้อมกับมือข้างที่กำลังหยิบของสิ่งนั้น เป็นต้น
จากหนังสือ: หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมโม

สติปัฎฐานสี่

คือ ความระลึกอยู่เสมอว่าขณะนี้เราทำอะไร มีสติตั้งมั่นอยู่กับการพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม จะยืน เดิน นั่ง นอน กำหนดสติพิจารณาทุกอิริยาบถ
              วิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเบื้องต้น
การยืน
               ให้ยกมือไขว้หลัง มือขวาจับข้อมือซ้าย วางไว้ตรงกระเบนเหน็บ ยืนตรง หน้าตรง หลับตา ให้สติอยู่ที่กลางกระหม่อม สำรวมจิต เอาสติตาม วาดมโนภาพร่างกาย คำว่า ยืน จากศีรษะลงมาหยุดที่สะดือ คำว่าหนอ จากสะดือลงไปปลายเท้านับเ้ป็น 1 ครั้ง ครั้งที่สอง กำหนดขึ้นคำว่า ยืน จากปลายเท้ามาหยุดที่สะดือ คำว่าหนอ จากสะดือไปกลางกระหม่อม กำหนดกลับไปกลับมา จนครบ 5 ครั้ง ขณะนั้นสำรวมจิตอยู่ที่ร่างกาย อย่าให้ออกนอกกาย แล้วลืมตา ค่อย ๆ ก้มหน้ามองดูปลายเท้า ให้สติจับอยู่ที่เท้าเพื่อเตรียมเดินจงกรมต่อไป

การเดิน
              กำหนดว่า ขวาย่างหนอ ในใจคำว่า ขวา ยกส้นเท้าขวาขึ้นประมาณ 2นิ้ว เท้ากับใจนึกต้องพร้อมกัน ย่าง ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เท้ายังไม่เหยียบ  คำว่า หนอ เท้าลงถึงพื้นพร้อมกัน จากนั้น สำรวมจิตไว้ที่เท้าซ้ายตั้งสติปักลงไป กำหนดว่า ซ้ายย่างหนอสลับกันเช่นนี้เรื่อย ๆ ไป ระยะก้าวในการเดินห่างกันประมาณ 1 คืบ เพื่อการทรงตัวขณะก้าวได้ดีขึ้น เมื่อเดินสุดสถานที่แล้ว ให้นำเท้ามาเคียงกัน หน้าตรง หลับตา กำหนดยืนหนอช้าๆ อีก 5 ครั้ง จากนั้นลืมตา ก้มหน้า มองดูปลายเท้า

การกลับ
             กำหนดว่า กลับ...หนอ 4 ครั้ง คำว่า กลับหนอครั้งที่หนึ่งยกปลายเท้าขวา ใช้ส้นเท้าขวาหมุนตัวไปทางขวา 90 องศา ครั้งที่สอง เคลื่อนเท้าซ้ายมาชิดกับเท้าขวา ครั้งที่สามทำเหมือนครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สี่ทำเหมือนครั้งที่ 2 เมื่อครบสี่ครั้งแล้วจะอยู่ในท่ากลับหลัง ต่อไปกำหนด ยืนหนอช้า ๆ อีก 5 ครั้ง ลืมตาก้มหน้า แล้วกำหนดเดินต่อไปจนหมดเวลาที่ต้องการ

การนั่ง
            ให้ทำต่อจากการเดินจงกรม อย่าให้ขาดตอนเมื่อเดินจงกรมถึงที่จะนั่ง ให้กำหนดยืนหนออีก 5 ครั้ง แล้วกำหนดปล่อยมือลงข้างตัวว่า ปล่อยมือหนอ ๆๆ ช้า ๆ จนกว่าจะลงสุด เวลานั่งค่อย ๆ ย่อลงตัวลง พร้อมกำหนดตามอารมณ์ที่ทำไป จริง ๆ เช่น ย่อตัวหนอ ๆๆ เท้าพื้นหนอๆๆ คุกเข่าหนอ ๆๆ นั่งหนอๆๆ เป็นต้น

วิธีนั่ง
           ให้นั่งขัดสมาธิ คือขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรงหลับตาเอาสติจับอยู่ที่ท้องพอง ยุบ เวลา หายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พองหนอ หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบหรอ ใจนึกกับท้อง ที่พอง ยุบต้องให้ทันกัน ให้สติจับอยู่ที่การพองยุบของท้องเท่านั้น อย่าดูลมที่จมูกอย่าตะเบ็งท้อง ให้รู้สึกตามความเป็นจริงว่า ท้องพองไปข้างหน้าท้องยุบมาข้างหลัง กำหนดเช่นนี้ไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

การนอน
           เวลานอนค่อย ๆ เอนตัวนอน พร้อมกับกำหนดตามไปว่านอนหนอ ๆๆ จนกว่าจะนอนเรียบร้อย ขณะนั้นให้เอาสติจับอยู่กับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อนอนเรียบร้อยแล้ว ให้ตั้งสติจับอยู่ที่ท้องหายใจเข้าออกยาว ๆ สบาย ๆ ภาวนาพองหนอ ยุบหนอ ได้ยินอะไรก็กำหนดไปเรื่อย ๆ อย่าไปเพ่งที่ท้องมาก ไม่หลับ ให้ตั้งสติไว้ หายใจเรื่อยไปว่า พองหนอ ยุบหรอ จนกว่าจะหลับ เมื่อตื่นก่อนลืมตาให้กำหนดว่า ตื่นหนอ กำหนดที่ท้องว่าพอหนอ ยุบหนอ จนกว่าจะหลับ เมื่อตื่นก่อนลืมตาให้กำหนดว่า ตื่นหนอ กำหนดที่ท้องว่าพองหนอ ยุบหนอ ครู่หนึ่ง แล้วกำหนดลืมตา และการลุกขึ้นนั่งต่อไป  

จากหนังสือ:หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมโม

11/20/10

mybook


ดูแล้วประทับใจมากเลยค่ะ
ทำให้คิดถึงกองหนังสือที่บ้านที่ถูกทอดทิ้งไว้บนชั้นหนังสือ
ไม่ได้รับการเหลียวแล ทั้ง ๆที่ตอนแรกอยากจะอ่านมันมากมาย
จะทยอยหยิบมาอ่านให้หมดให้ได้เลย สัญญาจ้ะ

อ่านหนังสือดีดี

11/13/10

Brainวิธีลับสมอง

art_239925
1  ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  ครั้งละ 30 นาทีขึ้นไป สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง การออกกำลังกายจะช่วยให้เลือดหมุนเวียนไปเลี้ยงสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ด้านความคิด การวางแผนจัดการ
2  เคี้ยวอาหารให้ละเอียด  ผลการวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นยืนยันว่า การเคี้ยวช่วยกระตุ้นสมองส่วนความจำที่เรียกว่า ฮิพโพแคมปัส ควรเคี้ยวคำละ 30 ครั้งขึ้นไปหรือจะเคี้ยวหมากฝรั่งแบบไม่มีน้ำตาลเสริมด้วยก็ได้
3  ฟังเพลงคลาสสิค ทั้งของบาค (Bach) บีโทเฟน (Beetoven) โมสาร์ท (Mozart) เวลาที่เหมาะคือก่อนนอนหรือช่วงที่รู้สึกผ่อนคลายเพื่อช่วยปรับคลื่นความคิด
4  รับประทานอาหารเช้า ร่างกายและสมองต้องการสารอาหารเพื่อใช้เป็นพลังงานหลังจากว่างเว้นมาเกือบ 12 ชั่วโมง การรับประทานมื้อเช้าจะทำให้สมองกระปรี้กระเปร่า มีสมาธิ ความคิดแล่นฉิว
5  อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์  พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น ๆ อาจมีมุมมองบางด้านที่เรามองข้ามหรือคิดไม่ถึง การเรียนรู้ความคิดเห็นของผู้อื่นผ่าน 3 วิธีข้างต้น จะช่วยเปิดโลกทัศน์ มองสิ่งต่าง ๆ ได้กว้างไกลและรอบด้าน อีกทั้งรู้จักยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย
6  วาดรูป  คุณอาจจะอุทธรณ์ว่าฝีมือวาดรูปไม่เป็นสับปะรด แต่การวาดรูปที่ช่วยลับสมองนี้ไม่จำเป็นจะต้องออกมาเหมือนผลงานจิตรกรมือเอก เมื่อคุณจดบันทึกเรื่องอะไร ก็ให้มองทุกอย่างในภาพรวมแล้วประมวลความคิดออกมาเป็นรูปประกอบเรื่องนั้น ๆ จะช่วยคุณจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
เรื่องจาก หนังสือalternative medicine,ภาพจาก beauty2healthy4u.com